ได้สะสางงานเสร็จก็มาเล่าเรื่องเที่ยวดีกว่า มันส์ก่ากันเยอะ
เชียงใหม่-ปางอุ๋ง-ปาย (29 ม.ค.53-2 ก.พ.53) ทั้งหมด 5 วัน แต่ยังไม่เต็มอิ่มเลย
เรื่องของเรื่องคือมีงาน Fat Festival โชว์เหนือสุด ที่เชียงใหม่ เราก็ได้มีโอกาสไปร่วมแจมกะเค้าด้วย ไม่ได้คิดว่าจะไปขายของไร เอามันส์มากกว่า
ได้มีโอกาสหลีกหนีเมืองกรุง ซึ่งส่วนตัวเป็นคนชอบการเดินทางมากๆ คืออยู่ไม่ติดที่อ่ะ มีเพื่อนไปทั้งหมด 4 คน (ไทย2+เทศ2) รวมเราด้วยนะ
กับวีออสคันงาม ลุยไปทุกที่ (ถ้ามีน้ำมัน) อิอิ มาเริ่มออกเดินทางกันเลยนะ
พระเอกของเรื่อง คือ ฟิชอาย 2 สีขาว + โรบอท น้อย สีดำ-ส้ม

วันแรก
ออกเดินทางจาก กทม. 10.00 น. แวะรับเพื่อนตามทาง กินข้าว ชมทาง ชิวมากมาย ถึงเชียงใหม่ 18.00 น. เพื่อนจองที่พักไว้ให้ที่ The pub
ซึ่งเพื่อนเราไปพักบ่อยเค้าเลยลดให้เหลือ 600 บาท เป็นลักษณะบ้านหลังๆ ที่สำคัญอยู่ใกล้แหล่งเที่ยว (กลางคืน) ตรงข้ามกาดรินคำ
ถ่ายภาพหัวเตียงมาให้ชมค่ะ

เพื่อนต่างชาติของเรา request ว่ามาเชียงใหม่ต้องไปดูสาวเชียงใหม่ เราจึงต้องสนองพาไป warm up ไม่ผิดหวังค่ะ (เดินทางมาทั้งวันไม่ได้เหน็ดเหนื่อยไรเลย
เที่ยวต่อได้อีก)
เตรียมตัวกันให้พร้อมก่อนออกไปซิ่ง แชะสักหนึ่งรูป
Fisheye2+film สี ลักกี้


วันที่สอง
กว่าจะตื่นบรรทมกัน ก็นะ วันนี้เรามาทำงานอย่างจริงจัง ไปออกบู๊ทขายกล้องโลโม่ งาน Fat ที่หลังห้าง Central Airport แต่โอว..พระเจ้า
แดดร้อนมากกกกกกกกกกก จะให้ขายได้ยังไง งาน out door เข้าไปตากแอร์ในห้างก่อนดีกว่า พอตกเย็น โห!! วัยรุ่นเชียงใหม่เพียบ มางานนี้
มีลูกค้าที่นี่รอมาซื้ออยู่หลายคน เป็นกำลังใจให้ดีมาก แต่ของเหลือน้อยเหลือเกิน เฮ้อ!!! หน้าตาบู๊ทเรา ซึ่งไม่ได้เตรียมพร้อมไรเลยง่ะ

เด็กเชียงใหม่น่ารักนะ ให้ความสนใจกล้องกันเยอะเลย ปีหน้าจะมาแอ่วใหม่เจ้า
วันที่สาม
เป้าหมายวันนี้คือ ดอยอินทนนท์-แม่แจ่ม-แม่ฮ่องสอน-ปางอุ๋ง
พวกเราตื่นสาย ออกจากโรงแรมก็จะเที่ยงอยู่แล้ว มุ่งหน้าสู่ อ.จอมทอง เพื่อไปดอยอินทนนท์ ทางอยู่ที่ปาก ถามตลอด ระหว่างทางแวะกินข้าว
ก็ได้ถามเจ้าของร้านว่ามาช่วงนี้จะได้เห็นนาขั้นบันไดหรือป่าว เค้าบอกว่าไม่น่าจะมีแล้วนะ ชาวบ้านคงเปลี่ยนไปปลูกอย่างอื่นแล้ว เราเสียใจนิดหน่อย
แต่คิดในใจว่าป้าคงมั่วแน่ๆ หึ
ถนนทางไปดอยอินทนนท์ กว้างใหญ่สบายมาก

ในที่สุดก็มาถึงดอยอินทนนท์ ซึ่งมาครั้งสุดท้ายนานมากแล้ว อากาศเริ่มเย็น เปิดกระจกขับรถได้ชิวๆ พอจอดรถได้ก็หยิบเจ้าโลโม่ทั้งหลายใส่กระเป๋า
เตรียมไปถ่ายรูปกัน ต้องบอกก่อนว่าตัวเองก็เพิ่งมาหัดเล่นกล้องโลโม่ได้ไม่นาน แต่มีความสนใจในเสน่ห์ของมันมากกว่า และไม่ได้ถ่ายรูปเก่งอะไร
เราก้อแค่ยึด concept “Don’t think Just shoot” ถ่ายๆมันไป ไม่ต้องคิด แล้วค่อยลุ้นตอนล้างเอาเอง
!!! หยิบ fisheye2 +film สไลด์ +ล้างครอส ภาพเลยออกมาสีแบบนี้อ่ะ สวยไปอีกแบบ

สงสัยเราใส่ฟิล์มไม่ดี ภาพเลยออกมาเป็นงี้ สองวง หรือว่าเค้าล้างรูปเราไม่ดี งง ช่างมัน แต่เราชอบ



โทษที ทริปนี้ถ่ายรูปคนเยอะไปหน่อย ทุกคนบ้ากล้องอ่ะ มีแต่คนอยากอยู่หน้ากล้อง ไว้ทริปหน้าแก้ตัวนะ


ดอกกะหล่ะปลี ที่นี่ใหญ่ งดงามมาก

กระโดด กันหน่อย


หลังจากสนุกสนาน กับการถ่ายรูปแล้ว ออกเดินทางต่อ จุดมุ่งหมายต่อไปคือ แม่แจ่ม อยากดูนาขั้นบันไดอ่ะ
ขับรถลงจากดอย แล้วเลี้ยวขวาเข้าอำเภอแม่แจ่ม ถนนหนทางชันกว่าทางไปดอยอินทนนท์ แอบน่ากลัวอีกต่างหาก
เพราะไม่มีรถคันไหนมาทางนี้เลย คิดในใจ เอาแล้วตู แต่ทางสวยค่ะ ต้นไม้ร่มรื่น เจอพรรณไม้ที่ต่างกันไป ไกลเหมือนกันแฮะกว่าจะถึงแม่แจ่ม
สองข้างทางมีแต่หุบเขาเต็มไปหมด อากาศดีมาก

เมื่อมาถึงอำเภอแม่แจ่มลงไปร้าน Post card ร้านนึง เพื่อถามถึงนาขั้นบันได

แต่ก้อได้รับความเศร้าใจ พี่เค้าบอกว่าชาวบ้านเปลี่ยนไปปลูกถ่วเหลืองกันแล้ว ต้องมาใหม่จ้า ฮือออๆ แล้วเค้าก้อบอกว่าให้รีบเดินทางต่อไปปางอุ๋ง
เพราะยังอีกไกลมาก เราไม่รีรอ รีบเผ่นเลย ยิ่งไปไกล ทางยิ่งน่ากลัว เราเริ่มรู้สึกล้ากับการขับรถแล้ว ให้เพื่อนต่างชาติมาขับ
โอว...แม่เจ้า ตื่นขึ้นมากันทั้งคัน ไอ้เพื่อนบ้ามันขับเลนส์ขวาอ่ะ ที่ประเทศมันขับเลนส์นี้ (ชีวิตชั้นจะเสี่ยงไปไหมนี่) เพื่อนบอกว่าเค้าตาดี และหูดี
ไม่มีอันตรายแน่นอน ฮืออออ เกร็งกันไปทั้งรถ ครั้นจะขับต่อเอง ก้อห่วงมองข้างทางที่สวยสด ขับรถผ่านทุ่งดอกบัวตองที่ขุนยวม แต่ก้อเศร้าอีกรอบ
ไม่เจอความสวยงามไร จึงรีบบึ่งต่อไปแม่ฮ่องสอน

กว่าจะถึงก้อค่ำพอดี ยังต้องไปปางอุ๋งต่ออีก เพื่อนเราหนึ่งคนเริ่มเมาโค้ง แต่ต้องสู้ต่อไป
หลงหลายรอบกว่าจะไปถูกทาง ทางขึ้นปางอุ๋งโหดใช่เล่น บวกกับขับรถเลนส์ขวา ลุ้นระทึกไปหมด ชั้นจะจำไม่มีวันลืมเลย
พอถึงที่ปางอุ๋ง ประมาณสองทุ่ม ไม่ผิดหวังค่ะ มืดสนิท อากาศหนาว พวกเราเช่าเต้นท์นอนริมอ่างเก็บน้ำเลย

อาบน้ำกันด้วยความหนาวเหน็บ ค่อนข้างลำบากเล็กน้อย ไฟฉายก้อไม่ได้เอาไป ต้องขอเช่าเจ้าหน้าที่อีกอ่ะ

พอรุ่งสาง ได้ยินเสียงจุ๊บจิ๊บๆๆ คนอื่นเค้าตืนมาตั้งกล้องเตรียมถ่ายรูปกัน เราโผล่หน้าออกมานอกเต๊นท์ ก้อเลยได้แชะรูปไปนิดหน่อย แล้วนอนต่อ

ตอนเช้าจะมีไอน้ำขึ้นมาจากน้ำสวยมากค่ะ เรียกว่าสวยที่สุดของเวลาการถ่ายภาพก้อว่าได้ ทุกคนเตรียมชุดมาถ่ายรูปกันทั้งน้าน
ลืมบอกไปว่าตอนที่เราไปคนน้อยมาก มีประมาณ 5-6 เต๊นท์ สบายๆ

ในอ่างเก็บน้ำมีหงส์มาว่ายเป็นนางแบบให้เรถ่ายรูปกันด้วย

ต้นสนที่ปลูกเรียงรายอยู่ข้างอ่างเก็บน้ำสูงชะลูด เราใช้ฟิชอายถ่าย ภาพออกมาเป็นงี้อ่ะ มืดๆ หน่อยเพราะอยู่ในร่ม

เอา Diana mini มา แต่ยังไม่ว่างใส่ฟิล์มมันเลย

เงาของภูเขาสะท้อนลงน้ำเป็นเงากระจก

คนนี้ก้อบ้ากล้องใช่เล่น เธอไม่เคยพลาดสักช๊อต ในภาพด้านขวามือเป็นเต๊นท์ของเราค่ะ

เตรียมตัวออกเดินทางต่อ ไปบ้านไทยรักไทย แต่ก้อได้ลุ้นอีกเพราะน้ำมันรถจะหมดค่ะ แงแงแงแง ลืมดูเมื่อคืน
ถามคนแถวนั้นเค้าบอกว่ามีปั๊มหลอดอยู่ด้านล่าง เราค่อยอุ่นใจ ภาวนา อย่าให้มาหมดกะทันหันเลย
แชะรูปก่อนจะ Bye Bye ปางอุ๋ง

มาดู robot ตอนรุ่งสาง โผล่หน้าออกมาจากเต๊นท์ แล้วกดอย่างไม่คิด

เห็นไอน้ำกันอ่ะป่าว

หมุนตัวหน่อย

ใครก้อไม่รู้ยืนชมวิว

แพไม้ไผ่ น่ารักมากอ่ะ ได้บรรยากาศ

แสงกระทบ กำลังงาม







อีกด้านหนึ่งของปางอุ๋ง

ภาพนี้ชอบเป็นพิเศษ เงาตกกระทบเหมือนกระจกเลย

ลองกลับหัว โรบอทลงดีกว่า ภาพก้อเป็นอย่างที่เห็น

วันที่สี่
ออกเดินทางต่อ 10.00 น. แล้ว ไปบ้านรักไทย ระหว่างทางเห็นร้านกาแฟน่ารักๆ ริมถนน จึงรีบจอดรถทันที ร้าน Coffee camp เค้าจัดดอกไม้สวยมาก
บรรยากาศน่าถ่ายรูป เราอยู่ที่นี่สักพักเพื่อขอชาร์ตแบตกล้อง มือถือ เจ้าของร้านบริการฟรี น่ารักจิงๆ

เดินทางต่อมาถึงบ้านรักไทย เราก้อติดใจเสน่ห์ที่นี่เหมือนกัน เราชอบงานสถาปัตยกรรมของเค้า หมู่บ้านนี้เป็นคนจีนยูนนาน
บ้านสร้างด้วยดิน และแต่งแต้มด้วยสีสดๆ อากาศก้อดีด้วย

ชาวบ้านเค้าปลูกต้นอะไรกันก้อไม่รู้ แอบวิ่งเข้าไปถ่ายกันมา


เราก้อมุ่งหน้าออกจากบ้านรักไทย ไปต่อยังภูโคลน อยากรู้ว่าโคลนมันดียังไงทำไมต่างชาติเค้าอยากมากันจัง
และแล้วสองสาวก้อไม่มีใครอยากมาร์คหน้า มีแต่ She คนนี้รีบล้างหน้าตัวเองเพื่อไปเข้าคอร์สมาร์กหน้า เค้าบอกว่าดีจิงๆ สบาย อยากพอกทั้งตัว

จุดหมายต่อไปของเราคือ หมู่บ้านกะเหรี่ยงคอยาว ถามทางมาแล้ว เค้าบอกว่ามีหลายที่ แต่เราเลือกที่ที่รถยนต์สามารถไปถึงได้

ก่อนเข้าไป เพื่อนต่างชาติบอกว่าคนกะเหรี่ยงชอบกิน pepsi เคยอ่านมาจากไกด์บุ๊ค และเวลาถ่ายรูปต้องจ่ายเงินด้วย เราเป็นคนไทยยังไม่รู้เลยอ่ะ
พอเข้าไปถึงจริงๆ ด้วย อ่ะ ต้องช่วยเค้าซื้อของ แต่ก้อเอาเถอะ ถ้าไม่ช่วยเค้า เค้าคงไม่มีอาชีพอื่นแล้วถอดห่วงออกจากคออ่ะ

เราใช้ฟิชอาย 2 ถ่ายแต่สงสัยเปิดชัตเตอร์ B ค้างไว้แสงเลยเข้าเยอะไป ภาพกอออกมาเป็นจั๋งซี้

มีชาวญี่ปุ่นสองคนเอาขนมมาจากเด็กๆ เต็มเลย เพื่อขอถ่ายรูป มันกลายเป็นธรรมเนียมไปแล้ว

ระหว่างทางเข้าหมู่บ้านกะเหรี่ยงมีถนนลูกรังบ้าง ค่อยๆไป ไม่หนักหนาสาหัสอะไร

ชาวบ้านเค้าปลูกต้นอะไรไม่รู้ แต่เราชชอบอ่ะ เป็นขั้นบันไดทั้งนั้น สวยดี

รีบออกเดินทางต่อเพื่อจะไปปาย ตอนแรกคิดจะแวะถ้ำลอด แต่ไม่ทันแล้วหง่ะ ต้องรีบบึ่ง ไม่งั้นดึกแน่ ทริปของคนตื่นสายก้อเงี้ย

ถึงปายก้อค่ำแล้ว รีบหาที่พักอย่างเร่งด่วน เดินหากัน ด้วยความเรื่องมากของอีกคนกลังจิ้งจก(เค้าบอกว่าที่ประเทศเค้าไม่มี) ส่วนเรากลัวตุ๊กแก เคยมีประสบการณ์
จากบ้านพักที่เป็นไม้มาแล้ว เลยหายากหน่อย อยากได้ที่พักดี แต่ราคาถูกอ่ะ ในที่สุด เจ้าของรีสอร์ท รำคาญเลยลดราคาให้จาก 1500 เหลือ 500 บาท อิอิ เสร็จเรา
ขอบคุณมากค่ะ คุณพี่

แล้วเราก้อออกหากินกันเลย บรรยากาศปายกับถนนคนเดินและงานศิลปะ ก้อน่ารักดีนะ คนไม่พลุกพล่านเพราะวันที่เราไปเป็นวันธรรมดา
จะมีร้านเหล้าเยอะแยะเลย ฝรั่งแยะ

แต่พวกเราเริ่มออ่อนล้าจากการเดินทาง เลยไม่ได้ซึมซับบรรยากาศปายสักเท่าไหร่

วันที่ห้า
ตื่นแปดโมง สายอีกแย้ว รีบออกเดินทางกลับ กทม. เพราะเพื่อนมีธุระ รีบกลับ ระหว่างทางก้อแวะร้านกาแฟยอดนิยม



จบแย้ว>>>>>>> ไว้ทริปหน้าเจอกันอีกนะ>>>>
สุดท้าย เราชินกับการวิ่งรถเลนส์ขวาแล้วหละ คิดว่าทริปนี้ไปต่างประเทศซะอีก รถเราวิ่งเลนส์ขวาตลอดเลย คราวหน้าไปเมืองนอกเราคงไม่คงเลนส์แน่ๆ



ฟิล์มสไลด์ 135 sensia กล้องฟิชอาย ภาพจะออกสีแดง เอาไปล้างครอสน่ะ
พี่งูเหลือมไหนหว่า?????
สงสัยเปนเพราไม่มีกล้องโลโม่ไปด้วยนี่เอง เหาะ
แต่อยากโชว์รูปบ้างอ่ะ...ต้องทำงัยอ่ะคร้า